หน้าหลัก
เกี่ยวกับ
 
ปรัชญา ปณิธาน
วัตถุประสงค์
โครงสร้างการบริหารงาน
ข่าว/กิจกรรม
ดาวน์โหลด
หลักสูตร
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ภาพกิจกรรม
บุคลากร
ติดต่อเรา
การจัดการความรู้
ผู้เยี่ยมชม:
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
< May 2018 >
SMTWTFS
1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31
Present day
Calendar
 
News & Event
 
ด้วยความห่วงใย จากใจ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
 

           จากการให้บริการวิชาการในการสร้างเสริมสุขภาพของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในปี 2556 ที่ผ่านมา ทั้งให้บริการแก่บุคลากรในมหาวิทยาลัย และประชาชนในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย  โดยกิจกรรมหนึ่งคือการบริการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก  พบว่า มีผู้รับบริการส่วนหนึ่งมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน เนื่องจากมีความหนาแน่นของมวลกระดูกไม่อยู่ในระดับมาตรฐานตามวัย ดังนั้นสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ขอนำเสนอ ความรู้เรื่องโรคกระดูกพรุนและวิธีการดูแลตนเองให้ทุกท่านได้ปฏิบัติเพื่อเป็นการสร้างเสริมสุขภาพดังนี้

โรคกระดูกพรุนคืออะไร

เป็นโรคที่เกิดกับกระดูกที่มีการลดลงของความหนาแน่นของมวลกระดูก ส่งผลให้กระดูกมีโอกาสหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง ข้อสะโพก ข้อมือ และกระดูกต้นแขนบริเวณหัวไหล่

               การวินิจฉัยโรค   มักจะตรวจพบหลังจากคนไข้มีอาการกระดูกหักมาแล้ว การตรวจโรคนี้จะทำได้โดยอาศัยเครื่องมือวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น เครื่องเอ็กเรย์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป ไม่สามารถวัดหาปริมาณความหนาแน่นของมวลกระดูกได้

               โรคกระดูกพรุนนี้พบได้ในสตรีมากกว่าบุรุษ เพราะมวลกระดูกของสตรีมีน้อยกว่าของบุรุษ และเมื่อสตรีหมดประจำเดือนจะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยทำให้แคลเซียมมาจับที่เนื้อกระดูกลดลง ทำให้กระดูกบางลง ๆ หลังหมดประจำเดือน ซึ่งจะแสดงให้เห็นโดยหลังโกงลง หรือความสูงลดลง มักพบเมื่อสตรีหมดประจำเดือนไปแล้ว 5-10 ปี    ตัวเลขการศึกษาประชากรทั้งโลกพบว่า สตรีมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% ในขณะที่ผู้ชายมีโอกาส 13% จากการสำรวจพบว่า จำนวนของการหักของกระดูกสะโพกเพิ่มมากขึ้นจาก 1.7 ล้านในปี 1990 และจะเพิ่มมากเป็น 6.3 ล้านในปี 2050 ซึ่งจะพบได้มากในประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในทวีปเอเชีย

                ผลเสียที่ตามมาของโรคนี้ก็คือ ทำให้คนไข้ที่กระดูกหักเคลื่อนไหวไม่ได้ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา มีโอกาสเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ ตามมาอีกมาก เช่น โรคเรื้อรังของระบบหายใจ แผลกดทับ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ การติดเชื้อและอาจเสียชีวิตในที่สุด ในกรณีที่สามารถผ่าตัดรักษาได้ ผลของการรักษาอาจไม่หายกลับมาปกติได้ หรือทำงานตามเดิมไม่ได้ ซึ่งทำให้เสียทรัพยากรของทั้งครอบครัวและส่วนรวม

การรักษา     ปัจจุบันยังไม่มีหนทางในการรักษาโรคนี้ วิธีการรักษาในปัจจุบันมีผลเพียงแค่หยุดยั้งการสูญเสียมวลกระดูก และรักษาอาการกระดูกหักเท่านั้น วิธีการรักษาที่มีอยู่ก็คือการใช้ยาเช่น แคลเซียม การให้ฮอร์โมนทดแทน และการให้วิตามินดีเป็นต้น

การป้องกันโรคกระดูกพรุน   วิธีที่ดีสุด ก็คือ การเร่งสร้างและสะสมมวลกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก ให้คำแนะนำการกินอาหารให้ครบหมู่และปริมาณเหมาะสมโดยเฉพาะผักใบเขียว ให้กินแคลเซียมและวิตามินดี นมเป็นสารอาหารที่ให้แคลเซียมดีที่สุด เด็กควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว (500 ซีซี) จนถึงวัยหนุ่มสาว เพื่อเพิ่มมวลกระดูกให้สะสมให้มากการป้องกันโรคกระดูกพรุน  สำหรับการปฏิบัติตัวที่ช่วยป้องกันต่อเนื่องเช่น

1.การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง โดยเฉพาะในวัยเด็ก หญิงมีครรภ์ หญิงที่กำลังให้นมบุตร ชายและหญิงวัยทอง อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้แก่ นม นมพร่องมันเนย ผักใบเขียว ปลา กระดุด ถั่ว น้ำส้ม วัยทองควรจะได้รับแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1500 มก ต่อวัน สำหรับวัยทองที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนควรจะได้รับแคลเซียมวันละ 1000 มก ต่อวัน หากรับประทานวันละ 600 มก ต่อวันจะดูดซึมได้ดี เมื่อรับประทานแคลเซียมจะต้องดื่มน้ำมากๆเพราะแคลเซียมจะทำให้ท้องผูก ในวัยทองควรจะได้รับวิตามิน ดีเสริมวันละ 400 ยูนิตต่อวันเพื่อเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม

                2. การออกกำลังกาย  การออกกำลังกายจะทำให้กระดูกแข็งแรง เช่น การเดิน การเดินขึ้นบันได กระโดดเชือก ยกน้ำหนัก การเต้นรำ ลองเริ่มต้นการออกกำลังกายวันละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 3-5 วันซึ่งนอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงยังทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและป้องกันการหกล้ม การออกกำลังที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงคือ การออกกำลังชนิด  weight bearing (การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก) คือใช้น้ำหนักตัวเองช่วยในการออกกำลังกาย

 ตัวอย่างของกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก

                -  การ เดิน เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย และมีการศึกษายืนยันถึงประโยชน์ การเดินออกกำลังกายบนสายพานก็สามารถเพิ่มมวลกระดูกได้เช่นกัน ส่วนการเดินออกกำลังกายในน้ำไม่ได้ผลในการป้องกันและรักษากระดูกพรุน

                -  การ วิ่งเหยาะ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อม เนื่องจากมีน้ำหนักตกลงที่ข้อเข่า/ข้อสะโพกมากกว่าการเดิน 1-2 เท่า ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุมาก ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง

                -  การ รำมวยจีน มีข้อมูลยืนยันว่าลดการสูญเสียมวลกระดูกได้ และยังช่วยเพิ่มการทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขา ช่วยลดอาการปวดเข่าในผู้ป่วยเข่าเสื่อมได้อีกด้วย

                -  การเต้นแอโรบิก รวมทั้งแบบก้าวขึ้นลงบันได (step aerobic)

                -  การเต้นรำ/ลีลาศ ได้ความเพลิดเพลินและได้เข้าสังคมกับผู้อื่น

                -  การกระโดดเชือก เหมาะกับวัยเด็ก หนุ่มสาว และผู้ใหญ่ แต่ต้องระวังการหกล้มในกลุ่มผู้สูงอายุ

                -  การขี่จักรยาน มีการลงน้ำหนักแต่ไม่มากเท่ากับการออกกำลังกายชนิดอื่นที่กล่าวมา

                -   การ ยกน้ำหนัก ช่วยเพิ่มมวลกระดูกและความแข็งแรงเฉพาะส่วนที่น้ำหนักผ่านและเฉพาะกล้าม เนื้อที่ต้องออกแรง แนะนำให้ออกกำลังกายยกน้ำหนักแขน เพื่อให้น้ำหนักผ่านข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพก ในรายที่มีกระดูกพรุนแล้ว ให้ยกตุ้มน้ำหนักด้วยมือแต่ละข้าง ๆ ละ 1-2 ปอนด์ (1/2– 1 กิโลกรัม) เพิ่มน้ำหนักได้แต่ไม่ควรเกิน 5 ปอนด์ (2 กิโลกรัมครึ่ง)

                -   การเล่นกีฬา ส่วนใหญ่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ยกเว้นการว่ายน้ำ

           ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเป็นโรคกระดูกพรุน ทุกท่านควรออกกำลังกายเพียงพอและสม่ำเสมอ หยุดสูบบุหรี่ ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และแสวงหาคำแนะนำเพิ่มเติมในการป้องกันจากแพทย์

 
ไฟล์แนบ : QnMon11302.pdf  
ประกาศเมื่อ : 25/08/2557 
 

 

 

สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชั้น 3 อาคาร E2
333 หมู่ 1 ต. ท่าสุด อ. เมือง จ. เชียงราย 57100
โทรศัพท์ 053-916867 โทรสาร 053-916867 Email: nursing@mfu.ac.th